เมื่อ THAI HIP-HOP โตไปพร้อมเรา
มองย้อนกลับไป . . . ในกระแส Thai Hip-Hop ที่มีอยู่ตลอด ตั้งแต่ยุค “Old School” รุ่นบุกเบิกวงการไปจนถึง “New Generation Thai Hip-Hop” แม้จะเป็นแนวเพลงเดียวกัน แต่เสียงดนตรี วิธีการเล่าเรื่อง และตัวตนของศิลปินในแต่ละยุคกลับแตกต่างกันจนแยกออกได้ง่าย ๆ บอกได้ทันทีว่าเพลงนั้นเติบโตมาจากช่วงเวลาใด
เมื่อ THAI HIP-HOP โตไปพร้อมเรา วันนี้ลิโด้เลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 5 ช่วงเวลาของวงการ Thai Hip-Hop
Phase ที่ 1 การปูทางวงการ Thai Hip-Hop
การเข้ามาของสื่อต่างประเทศ ทำให้วัฒนธรรมจากอเมริกาเข้ามาในไทยจนได้รับอิทธิพล Hip-Hop มาด้วย โดยวงการเพลงในตอนนั้นกำลังชื่นชอบแนวป๊อปแดนซ์ จึงนำท่อนแรปที่ไม่ยาวมากมาใส่เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน แต่ยังไม่มีการนำดนตรีแนว Hip-Hop มาใช้ด้วยความไม่คุ้นชินของคนไทย
ศิลปินที่โด่งดังในยุคนี้ต้องยกให้ เจ เจตริน และ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ไม่นานก็มีวง Hip-Hop สัญชาติไทยกลุ่มแรก ๆ เปิดตัวพร้อมผลงานที่มีแนวดนตรีแบบ Hip-Hop ชัดเจน อย่าง วง TKO จากรูปแบบดนตรีแนวป๊อปแดนซ์
ที่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่แนวดนตรี Hip-Hop ที่ชัดเจนขึ้น เน้นความสนุกสนานให้คนขยับร่างกาย แต่ยังไม่ใช่ Hip-Hop เต็มรูปแบบในยุคนี้
Phase ที่ 2 บุกเบิก Thai Hip-Hop
ช่วงที่เพลง Rap ในไทยเริ่มมีแนวเพลงชัดเจน เกิดศิลปินอย่าง Thaitanium Dajim และ Z-MYX แต่คนที่ทำให้กระแส Thai Hip-Hop ถูกค้นพบคงไม่พ้นฝีมือของ "เจ้าพ่อแรปไทย" อย่าง Joey Boy ด้วยอัลบั้มเพลงแรป Hip-Hop แนว R&B และเรกเก ที่เน้นพูดสะท้อนชีวิตเมือง สังคม และวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ฟังสนุกแบบ Old School Hip-Hop ทำให้ถูกใจคนไทย จนถึงในตอนนี้ไม่ว่าไปเที่ยวที่ไหนก็มักจะได้ยินเพลงของ Joey Boy
ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาสามารถก่อตั้งค่ายเพลง “ก้านคอคลับ” ที่ดูแลศิลปิน ICONIC ในยุคนั้น เช่น Buddhabless และ สิงห์เหนือเสือใต้ ที่มีสมาชิกอย่าง F.HERO ในช่วงแรก
ไม่ใช่แค่การนำวัฒนธรรมต่างชาติมา แต่มีการใช้คำและเล่นสัมผัสให้เกิดเอกลักษณ์แบบ Rap ไทย ผสมผสานวัฒนธรรมและเรื่องราวที่ถ่ายทอดสังคมไทยเข้าไปในเนื้อหา กลายมาเป็น Thai Hip-Hop แบบชัดเจน เช่น ปักตะไคร้ - Buddha Bless Slow Motion - Joey Boy และ ทะลึ่ง - Thaitanium
Phase ที่ 3 Underground/ใต้ดิน
เมื่อเข้าสู่ยุคที่ผู้คนมีอินเทอร์เน็ต สามารถสร้างช่องทางการปล่อยผลงานของตัวเองได้ ไม่ต้องผ่านค่ายเพลง Phase นี้จึงเด่นเรื่องการเป็นศิลปินแบบลงมือทำเอง เกิดศิลปินอิสระมากขึ้น พัฒนาเป็นกลุ่มศิลปิน Underground ตามมาด้วยการแข่งขัน Battle Rap ที่นิยมกัน
Battle Rap เป็นการวัดสกิลและไหวพริบด้วยการ Freestyle Rap ดิสคู่แข่ง ใช้คำพูดโจมตีจิกกัดคู่แข่งแบบปะทะคารมกันสด ๆ สามารถใช้คำหยาบคายที่รุนแรงได้ เพื่อโหวตหาคนที่ทำได้ดีที่สุด อย่างกลุ่ม RAP IS NOW ที่เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปินหลายคน
การเป็นศิลปินอิสระที่ไม่มีค่ายเพลง ทำให้ไม่มีขอบเขตในการแสดงออก . . . อาจทำให้หลายคนมีอคติกับกลุ่มศิลปิน เพราะภาพจำจากการแข่งขัน Battle Rap ที่ดูรุนแรงสำหรับบางคน จนลืมไปว่าศิลปินกลุ่มนี้ไม่ได้ถ่ายทอดด้านมืด แต่เป็นความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความฝัน การเมือง สังคม และการเป็นตัวเองผ่านท่อน Rap ของตัวเอง ทำให้ในขณะเดียวกันก็มีแฟนคลับที่ชื่นชอบและติดตามพวกเขาตั้งแต่เป็นศิลปิน Underground เช่น YOUNGOHM และ MAIYARAP

Phase ที่ 4 Mainstream/กระแสหลัก
ในที่สุด Thai Hip-Hop ก็กลายเป็นแนวเพลงที่คนไทยนิยมฟัง เพราะดนตรีแนว Trap, Pop Rap และ R&B ควบคู่กับเนื้อหาเพลงที่ปรับให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้พูดแค่เรื่องชีวิต หรือการเมืองแบบใน Phase Underground แต่หันมาพูดถึงเรื่องราวความรักของชีวิตวัยรุ่น และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้เลือกฟัง . . .
การ Battle Rap ใน Phase Underground ถูกนำมาทำเป็นรายการโชว์อย่างเป็นทางการ อย่าง The Rapper ที่มีหลายคนใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นในวงการ เช่น AUTTA SARAN และ OG-ANIC ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงการมีอยู่ของแนวดนตรี มองว่าการ Rap เป็นการแสดงความสามารถทางศิลปะ . . . รวมถึงการที่ศิลปิน Thai Hip-Hop มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินแนวอื่น ๆ มากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่า Hip-Hop ไม่ใช่วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัยที่เข้าถึงได้ทุกวัย >>
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพจำของ Thai Hip-Hop เปลี่ยนไป เข้าถึงคนหมู่มากได้ คนรุ่นใหม่ก็เปิดรับแนวเพลง Thai Hip-Hop มากขึ้นเพราะช่องทาง Music Streaming ที่หลากหลาย ทำให้ศิลปินที่เติบโตจาก Underground ถูกยอมรับในวงการเพลงจนกลายเป็นศิลปินกระแสหลักในไทย
Phase ที่ 5 New Wave
ในช่วงนี้ฐานแฟนเพลงชัดเจนขึ้นว่าเป็นกลุ่ม Gen Z ที่สนับสนุนศิลปิน Gen Z รุ่นใหม่ “New Generation Thai Hip-Hop” ที่ทำเนื้อหาเพลงเข้าใจผู้ฟังอย่างดี ถ่ายทอดเรื่องราวความรักในช่วงต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ ลูกเล่นในท่อนร้องทำให้เพลงรักรู้สึกได้ถึงความโรแมนติก แต่เมื่อเป็นเพลงเศร้าก็เจ็บจนปวดใจ
Thai Hip-Hop เข้าถึงคนได้มากขึ้นเพราะศิลปินสามารถเป็นได้ทั้ง Rapper, นักร้อง และโปรดิวเซอร์ในคนเดียวกัน เพลงจึงถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์จนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลอย่าง TikTok แพลตฟอร์มที่นิยมในผู้ฟัง Gen Z ทำให้หลายคนอาจคุ้นหูเพลงของศิลปินอย่าง YUNGTARR Sexski Z9 และ BLVCKHEART
ศิลปิน New Wave เปลี่ยนจากการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มาเป็นการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งผ่านเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้ฟัง เข้ากับความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่โฟกัสที่ mood บรรยากาศของเพลง และอารมณ์ที่ได้รับจากการฟังมากกว่าเนื้อหาที่หนักหน่วง เข้มข้นต่างไปจากกระแส Thai Hip-Hop ในช่วงก่อนหน้า

จากท่อน Rap ที่เป็นเพียงส่วนเติมสีสันให้กับดนตรี ถูกค้นพบและตกหลุมรักจนถึงยุคที่ศิลปิน New Generation Thai Hip-Hop กำลังสร้างผลงานคุณภาพและปรับแนวทางไปตามผู้ฟัง มีอิทธิพลต่อกันในโลกดนตรี
แต่เมื่อสังเกตจุดเริ่มต้นของศิลปิน New Wave จะพบว่าเบื้องหลังอิทธิพลของศิลปินรุ่นใหม่กลับเป็นแรงบันดาลใจจากศิลปินยุคเริ่มต้นที่ช่วยสร้างกระแส Thai Hip-Hop จนทำให้คนที่เคยเป็นแค่แฟนเพลงมีความกล้าและเข้าสู่โลกดนตรีเพื่อเริ่มทำสิ่งเดียวกัน โดยยกพวกเขาเป็นเหมือนไอดอลในการทำงาน และพัฒนาฝีมือ พร้อม ๆ กับแนวเพลง
ความชอบ และไลฟ์สไตล์แฟนเพลงที่เปลี่ยนไปของผู้ฟัง ทำให้ Thai Hip-Hop ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของความเป็นวัยรุ่นในแต่ละช่วงเวลา ได้ดีอยู่ตลอด ด้วยการเล่าเรื่องราวความรัก ความสนุก ความเศร้า ตามหาตัวตนและความฝันในสังคมที่เป็นตอนนั้น เหมือนกับว่า Thai Hip-Hop กำลังเติบโตไปพร้อมกับผู้ฟัง




ความคิดเห็น