top of page
Untitled-2-01.png

ลิโด้ คอนเน็คท์

  • Instagram
  • Facebook
  • X
  • Youtube
  • TikTok

วันและเวลาทำการ

วันหยุดนักขัตฤกษ์  

เวลา 10:00 น. ถึง 22:00 น.

จันทร์ ถึง อาทิตย์

เวลา 10:00 น. ถึง 22:00 น.

ติดต่อ

256 ถนนพระรามที่1 เขตปทุมวัน

แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

โทร 080-261-2536

© 2026 by Lido Connect. Made with Wix Studio

เมื่อ THAI HIP-HOP โตไปพร้อมเรา

Lido Connect
4 วันที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

มองย้อนกลับไป . . . ในกระแส Thai Hip-Hop ที่มีอยู่ตลอด ตั้งแต่ยุค “Old School” รุ่นบุกเบิกวงการไปจนถึง “New Generation Thai Hip-Hop”  แม้จะเป็นแนวเพลงเดียวกัน แต่เสียงดนตรี วิธีการเล่าเรื่อง และตัวตนของศิลปินในแต่ละยุคกลับแตกต่างกันจนแยกออกได้ง่าย ๆ บอกได้ทันทีว่าเพลงนั้นเติบโตมาจากช่วงเวลาใด



เมื่อ THAI HIP-HOP โตไปพร้อมเรา วันนี้ลิโด้เลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 5 ช่วงเวลาของวงการ Thai Hip-Hop


 Phase ที่ 1 การปูทางวงการ Thai Hip-Hop

การเข้ามาของสื่อต่างประเทศ ทำให้วัฒนธรรมจากอเมริกาเข้ามาในไทยจนได้รับอิทธิพล Hip-Hop มาด้วย โดยวงการเพลงในตอนนั้นกำลังชื่นชอบแนวป๊อปแดนซ์ จึงนำท่อนแรปที่ไม่ยาวมากมาใส่เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน แต่ยังไม่มีการนำดนตรีแนว Hip-Hop มาใช้ด้วยความไม่คุ้นชินของคนไทย

ศิลปินที่โด่งดังในยุคนี้ต้องยกให้ เจ เจตริน และ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ไม่นานก็มีวง Hip-Hop สัญชาติไทยกลุ่มแรก ๆ เปิดตัวพร้อมผลงานที่มีแนวดนตรีแบบ Hip-Hop ชัดเจน อย่าง วง TKO จากรูปแบบดนตรีแนวป๊อปแดนซ์

ที่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่แนวดนตรี Hip-Hop ที่ชัดเจนขึ้น เน้นความสนุกสนานให้คนขยับร่างกาย แต่ยังไม่ใช่ Hip-Hop เต็มรูปแบบในยุคนี้


 Phase ที่ 2 บุกเบิก Thai Hip-Hop

ช่วงที่เพลง Rap ในไทยเริ่มมีแนวเพลงชัดเจน เกิดศิลปินอย่าง Thaitanium Dajim และ  Z-MYX แต่คนที่ทำให้กระแส Thai Hip-Hop ถูกค้นพบคงไม่พ้นฝีมือของ "เจ้าพ่อแรปไทย" อย่าง Joey Boy  ด้วยอัลบั้มเพลงแรป Hip-Hop แนว R&B และเรกเก ที่เน้นพูดสะท้อนชีวิตเมือง สังคม และวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ฟังสนุกแบบ Old School Hip-Hop ทำให้ถูกใจคนไทย จนถึงในตอนนี้ไม่ว่าไปเที่ยวที่ไหนก็มักจะได้ยินเพลงของ Joey Boy

ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาสามารถก่อตั้งค่ายเพลง “ก้านคอคลับ” ที่ดูแลศิลปิน ICONIC ในยุคนั้น เช่น  Buddhabless และ สิงห์เหนือเสือใต้ ที่มีสมาชิกอย่าง  F.HERO ในช่วงแรก

ไม่ใช่แค่การนำวัฒนธรรมต่างชาติมา แต่มีการใช้คำและเล่นสัมผัสให้เกิดเอกลักษณ์แบบ Rap ไทย ผสมผสานวัฒนธรรมและเรื่องราวที่ถ่ายทอดสังคมไทยเข้าไปในเนื้อหา กลายมาเป็น Thai Hip-Hop แบบชัดเจน เช่น ปักตะไคร้ - Buddha Bless Slow Motion - Joey Boy และ ทะลึ่ง - Thaitanium


 Phase ที่ 3 Underground/ใต้ดิน

เมื่อเข้าสู่ยุคที่ผู้คนมีอินเทอร์เน็ต สามารถสร้างช่องทางการปล่อยผลงานของตัวเองได้  ไม่ต้องผ่านค่ายเพลง Phase นี้จึงเด่นเรื่องการเป็นศิลปินแบบลงมือทำเอง เกิดศิลปินอิสระมากขึ้น  พัฒนาเป็นกลุ่มศิลปิน Underground ตามมาด้วยการแข่งขัน Battle Rap ที่นิยมกัน

Battle Rap  เป็นการวัดสกิลและไหวพริบด้วยการ Freestyle Rap ดิสคู่แข่ง ใช้คำพูดโจมตีจิกกัดคู่แข่งแบบปะทะคารมกันสด ๆ สามารถใช้คำหยาบคายที่รุนแรงได้ เพื่อโหวตหาคนที่ทำได้ดีที่สุด อย่างกลุ่ม RAP IS NOW ที่เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปินหลายคน

การเป็นศิลปินอิสระที่ไม่มีค่ายเพลง ทำให้ไม่มีขอบเขตในการแสดงออก . . . อาจทำให้หลายคนมีอคติกับกลุ่มศิลปิน เพราะภาพจำจากการแข่งขัน Battle Rap ที่ดูรุนแรงสำหรับบางคน จนลืมไปว่าศิลปินกลุ่มนี้ไม่ได้ถ่ายทอดด้านมืด แต่เป็นความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความฝัน การเมือง สังคม และการเป็นตัวเองผ่านท่อน Rap ของตัวเอง ทำให้ในขณะเดียวกันก็มีแฟนคลับที่ชื่นชอบและติดตามพวกเขาตั้งแต่เป็นศิลปิน Underground เช่น YOUNGOHM และ MAIYARAP


 Phase ที่ 1 - Phase ที่ 4

 Phase ที่ 4 Mainstream/กระแสหลัก

ในที่สุด Thai Hip-Hop ก็กลายเป็นแนวเพลงที่คนไทยนิยมฟัง  เพราะดนตรีแนว Trap, Pop Rap และ R&B ควบคู่กับเนื้อหาเพลงที่ปรับให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้พูดแค่เรื่องชีวิต หรือการเมืองแบบใน Phase Underground แต่หันมาพูดถึงเรื่องราวความรักของชีวิตวัยรุ่น  และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้เลือกฟัง . . .

การ Battle Rap ใน Phase Underground ถูกนำมาทำเป็นรายการโชว์อย่างเป็นทางการ อย่าง The Rapper ที่มีหลายคนใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นในวงการ เช่น AUTTA SARAN และ OG-ANIC ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงการมีอยู่ของแนวดนตรี มองว่าการ Rap เป็นการแสดงความสามารถทางศิลปะ . . . รวมถึงการที่ศิลปิน Thai Hip-Hop มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินแนวอื่น ๆ มากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่า Hip-Hop ไม่ใช่วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัยที่เข้าถึงได้ทุกวัย >>

ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพจำของ Thai Hip-Hop เปลี่ยนไป เข้าถึงคนหมู่มากได้ คนรุ่นใหม่ก็เปิดรับแนวเพลง Thai Hip-Hop มากขึ้นเพราะช่องทาง Music Streaming ที่หลากหลาย  ทำให้ศิลปินที่เติบโตจาก Underground ถูกยอมรับในวงการเพลงจนกลายเป็นศิลปินกระแสหลักในไทย

 

Phase ที่ 5 New Wave

ในช่วงนี้ฐานแฟนเพลงชัดเจนขึ้นว่าเป็นกลุ่ม Gen Z ที่สนับสนุนศิลปิน Gen Z รุ่นใหม่ “New Generation Thai Hip-Hop”  ที่ทำเนื้อหาเพลงเข้าใจผู้ฟังอย่างดี ถ่ายทอดเรื่องราวความรักในช่วงต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ ลูกเล่นในท่อนร้องทำให้เพลงรักรู้สึกได้ถึงความโรแมนติก  แต่เมื่อเป็นเพลงเศร้าก็เจ็บจนปวดใจ

Thai Hip-Hop เข้าถึงคนได้มากขึ้นเพราะศิลปินสามารถเป็นได้ทั้ง Rapper, นักร้อง และโปรดิวเซอร์ในคนเดียวกัน เพลงจึงถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์จนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลอย่าง TikTok แพลตฟอร์มที่นิยมในผู้ฟัง Gen Z ทำให้หลายคนอาจคุ้นหูเพลงของศิลปินอย่าง YUNGTARR Sexski Z9 และ BLVCKHEART

ศิลปิน New Wave  เปลี่ยนจากการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มาเป็นการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งผ่านเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้ฟัง เข้ากับความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่โฟกัสที่ mood บรรยากาศของเพลง   และอารมณ์ที่ได้รับจากการฟังมากกว่าเนื้อหาที่หนักหน่วง เข้มข้นต่างไปจากกระแส Thai Hip-Hop ในช่วงก่อนหน้า


Phase ที่4 - Phase ที่5

จากท่อน Rap ที่เป็นเพียงส่วนเติมสีสันให้กับดนตรี ถูกค้นพบและตกหลุมรักจนถึงยุคที่ศิลปิน New Generation Thai Hip-Hop  กำลังสร้างผลงานคุณภาพและปรับแนวทางไปตามผู้ฟัง มีอิทธิพลต่อกันในโลกดนตรี


แต่เมื่อสังเกตจุดเริ่มต้นของศิลปิน New Wave จะพบว่าเบื้องหลังอิทธิพลของศิลปินรุ่นใหม่กลับเป็นแรงบันดาลใจจากศิลปินยุคเริ่มต้นที่ช่วยสร้างกระแส Thai Hip-Hop จนทำให้คนที่เคยเป็นแค่แฟนเพลงมีความกล้าและเข้าสู่โลกดนตรีเพื่อเริ่มทำสิ่งเดียวกัน โดยยกพวกเขาเป็นเหมือนไอดอลในการทำงาน และพัฒนาฝีมือ พร้อม ๆ กับแนวเพลง


ความชอบ และไลฟ์สไตล์แฟนเพลงที่เปลี่ยนไปของผู้ฟัง  ทำให้ Thai Hip-Hop ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของความเป็นวัยรุ่นในแต่ละช่วงเวลา  ได้ดีอยู่ตลอด ด้วยการเล่าเรื่องราวความรัก ความสนุก ความเศร้า ตามหาตัวตนและความฝันในสังคมที่เป็นตอนนั้น เหมือนกับว่า Thai Hip-Hop กำลังเติบโตไปพร้อมกับผู้ฟัง

ความคิดเห็น


bottom of page